หน้าที่และความสำคัญของธาตุอาหารเสริมพืช
ธาตุอาหารเสริมพืช(Plant Micronutrients) ประกอบด้วย
ธาตุทองแดง(Copper), ธาตุแมงกานีส(Manganese),
ธาตุโบรอน(Boron), ธาตุสังกะสี(Zinc)

ธาตุทองแดง
หน้าที่สำคัญของธาตุทองแดง
- ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสารคลอโรฟีลล์(สีเขียว)ในพืช
- ทำหน้าที่เพิ่มความหวานในผลไม้
- ทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นในผลไม้และผัก
- ทำหน้าที่เพิ่มความเข้มของสี
- เป็นตัวจักรสำคัญในการสังเคราะห์แสง
- เป็นตัวจักรสำคัญในระยะการผลิตดอกและผล
- เร่งปฏิกิริยาของเนไซม์ในพืช
- ผลิตเอนไซม์ที่มีหน้าที่ในการหายใจของพืช
- เมื่อมีการขาดธาตุทองแดงในพืชจะทำให้พืชขาดธาตุอื่น ๆ ด้วยรวมทั้งธาตุไนโตรเจน
- ธาตุทองแดงเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่ ดังนั้นต้องฉีดพ่นให้อยู่เสมอเมื่อมีใบอ่อนออกมา
- พืชต้องการธาตุทองแดงในปริมาณน้อยแต่ก็ขาดไม่ได้เพื่อการเจริญเติบโต
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุทองแดง
- ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) 4.5-5.0 และ 7.0 ขึ้นไป
- ในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงเพราะดินชนิดนี้จะไม่ยึดธาตุทองแดงไว้
- ในดินทรายที่มีน้ำซึมลึกพาเอาธาตุทองแดงลงไปมาก
- ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง ทำให้พืชดูดธาตุทองแดงได้น้อย
- ในดินที่มีอนุมูลเป็นจำนวนมากของธาตุอลูมินั่ม ธาตุสังกะสี, ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีส
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุทองแดง
- มีข้อใบสั้น
- ยอดที่เกิดใหม่จะแสดงอาการตายจากปลายยอดลงมา
- ใบจะมีสีซีดและจะไหม้ตายไปในที่สุด
- ในพืชพวกมะเขือใบจะหนาและมีสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะม้วนขึ้นมีจุดสีจาง ๆ และในใบแก่จะเหี่ยวเฉาเหมือนอาการขาดน้ำ
- ถ้าพืชขาดมากจะทำให้พืชเติบโตช้า

ธาตุแมงกานีส
หน้าที่สำคัญของธาตุแมงกานีส
- ธาตุแมงกานีสที่พบในดินอยู่ในรูปของแมงกานีสไดออกไซด์และในรูปที่เป็นไฮเดรตหรือรูปของไอออนประจุบวก
- เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่าง ๆ ในพืช
- ช่วยในการหายใจของพืช เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
- ช่วยสังเคราะห์แสงทำให้เกิดสารคลอโรฟีลล์(สีเขียวในพืช)
- ช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานเคมี
- ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในพืชให้เป็นแป้ง เป็นน้ำตาลโดยเฉพาะในผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานเพิ่มขึ้น
- ช่วยให้พืชที่ปลูกใหม่ไม่แคระแกร็น แต่จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
- ช่วยให้ใบพืชสมบูรณ์ไม่เหี่ยวเฉาและเหลืองซีด
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแมงกานีส
- แสดงอาการใบเหลือง ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต
- ใบแก่ที่แตกออกมาจะซีดขาว
- ใบแก่มีจุดสีน้ำตาล ปลายใบแห้ง
- ใบห้อยลงและเหี่ยวเฉา
- ยอดอ่อนจะแห้งตาย
- ในผลไม้รับประทานหวานจะมีความหวานน้อย

ธาตุโบรอน
หน้าที่สำคัญของธาตุโบรอน
- พืชดูดธาตุโบรอนในรูปของกรดบอริคและในรูปของบอเรทอิออนผ่านทางระบบราก ผ่านทางท่อน้ำเช่นเดียวกับแคลเซียมอิออน
- พืชต้องการโบรอนในปริมาณน้อยเพื่อการเจริญเติบโตแต่จะขาดไม่ได้ เราพบว่าโบรอนมีส่วนสำคัญในขบวนการสร้างโปรตีน,
แป้ง ขบวนการหายใจของพืชและขบวนการสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ของพืช
- โบรอนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเซลล์ของพืช ถ้าขาดโบรอนเซลล์ของพืชจะไม่พัฒนา
- โบรอนมีส่วนสำคัญในขบวนการสร้างแป้งและน้ำตาล ขบวนการออกดอกและขบวนการเคลื่อนย้ายฮอร์โมนพืชต่าง
ๆ ถ้าพืชขาดโบรอนจะทำให้การออกดอกและติดผลลดลง
- โบรอนจะช่วยเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ถ้าขาดโบรอนแป้งและน้ำตาลก็จะถูกสะสมมากไว้ที่ใบพืชจะทำให้ใบหนาและสีเขียวเข้ม
- โบรอนมีส่วนสำคัญช่วยให้เซลล์ของพืชยาวขึ้นและช่วยการงอกของถั่วดีขึ้น
- พืชที่ขาดโบรอนจะเกิดจุดขาวด่างที่ใบและขอบใบจะเป็นสีน้ำตาลม้วนงอและแห้งตายในที่สุด
- โบรอนช่วยในขบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างแป้งและน้ำตาล
- พืชที่ขาดโบรอนจะทำให้ผนังเซลล์ของท่อน้ำท่ออาหารบางและเปราะ
- ในหัวมันฝรั่งถ้าขาดโบรอนเวลาผ่าจะเกิดสีน้ำตาลที่เนื้อเร็วขึ้น ซึ่งไม่เหมาะสำหรับขบวนการอุตสาหกรรม(ในผลไม้บางชนิดก็แสดงอาการเช่นนี้)
- พืชที่ขาดโบรอนจะทำให้ขบวนการสร้างกรดนิวคลีอิค(Nucleic acid) ลดลง กรดนิวคลีอิคมีส่วนสำคัญในขบวนการพัฒนาเซลล์ของพืช
- โบรอนช่วยเสริมสร้างไวตามินบี 1, ไวตามินซี, ไบโอตินและแคโรทีนในผลไม้
- พืชต้องการโบรอนมากในช่วงออกดอกเพื่อสร้างความแข็งแรงของท่อเกสรดอก(Pollentubes)
และขบวนการผสมเกสรของดอก(Pollination)
- โบรอนมีความสำคัญในการติดผล(Fruit setting)
- ในพืชตระกูลถั่วโบรอนมีความสำคัญในขบวนการสะสมไนโตรเจน(Nitrogen fixation)
ที่ปมราก(Nodule)
- โบรอนช่วยให้พืชมีความทนทานต่ออากาศหนาวเย็น(Frost resistance)
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุโบรอน
- ในดินเหนียวและดินเป็นด่างจะขาดธาตุโบรอน
- โบรอนเป็นธาตุที่แทบจะไม่เคลื่อนย้ายในพืช ฉะนั้นในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตพืชจำเป็นต้องได้รับโบรอนอย่างพอเพียง
- โบรอนที่เกิดประโยชน์ต่อพืชจะลดลงเมื่อดินมี pH สูงขึ้น ดังนั้นเมื่อเราปรับดินด้วยปูนทำให้ดินมีค่า
pH สูงขึ้นในขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโตจะทำให้พืชใช้ประโยชน์จากโบรอนในปริมาณจำกัดได้
- ปฏิกิริยาในกรณีที่เกษตรกรให้ปุ๋ยไนโตรเจนหรือฟอสเฟตมากเกินไป พืชก็ต้องการโบรอนเพิ่มมมากขึ้นด้วยเช่นกันและการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมมมากเกินไปเป็นเหตุให้พืชขาดโบรอนได้
- ในดินปนทราย ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำและในดินที่มีสภาพเป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยวโบรอนจะถูกชะล้างได้ง่าย
- ขณะที่พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพืชจะมีการใช้โบรอนอย่างต่อเนื่องตลอดการเจริญเติบโต
- พืชจะขาดโบรอนได้ง่ายขณะที่พืชกำลังแตกกิ่งก้านสาขาอย่างรวดเร็ว หรือกำลังออกดอกหรือช่วงกำลังแห้งแล้ง
- เมื่อพืชขาดโบรอนสิ่งที่พบเห็นได้ง่ายก็คือผลผลิตของพืชจะมีคุณภาพต่ำ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตมีค่อนข้างน้อยมาก
- พืชขาดโบรอนเมล็ดจะไม่สมบูรณ์ เช่น ข้าวโพดมีเมล็ดไม่เต็มฝักหรือไม่ออกฝักเลยก็ได้ในกรณีที่ขาดโบรอนอย่างรุนแรง
ในฝ้ายสมอจะร่วงง่าย ในถั่วลิสงเนื้อในจะกลวง พืชบางชนิดจะถูกทำลายจากจั๊กจั่นด้วย
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุโบรอน
- ใบอ่อนขดงพืชจะมีสีซีดจาง อาการปลายใบเหลือง
- ใบจะเล็กกว่าปกติ แตกกิ่งก้านมากผิดปกติ ส่วนยอดของกิ่งก้านจะแห้งตาย
- เปลือกของลำต้นจะแตกง่าย
- ใบจะหนากว่าปกติและใบจะกรอบ ออกดอกยาก ดอกจะไม่สมบูรณ์
- ตาดอกจะไม่พัฒนา
- เนื้อของผลจะน้อยหรือผลกลวง
- ส่วนล่างของผลจะช้ำและต่อมาจะเน่า
- สำหรับผลไม้ที่รับประทานหวานจะมีความหวานน้อยกว่าปกติ
- ผลร่วงมาก
- การเจริญของระบบรากจะลดลง รากจะสั้นหนา แข็งกระด้าง แตกง่ายและปลายรากจะแห้งตาย

ธาตุสังกะสี
หน้าที่สำคัญของธาตุสังกะสี
- พืชดูดสังกะสีในรูปของสังกะสีคีเลทได้มากกว่าอยู่ในรูปอื่น ๆ และจะดูดในรูปของสังกะสีอิออนประจุบวก
- พืชต้องการสังกะสีเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับธาตุอาหารเสริมพืชอื่น ๆ และจะสะสมไว้ที่ใบอ่อนมากกว่าใบแก่
- สังกะสีเป็นส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมน ไอ.เอ.เอ.(Indole Acetic Acid) กรดอะมิโนและโปรตีนในพืช
- ฮอร์โมนไอ.เอ.เอ. จะทำหน้าที่
- กระตุ้นการขยายเซลล์และการเจริญเติบโตของลำต้น
- กระตุ้นการแตกรากโดยเฉพาะในกิ่งปักชำ
- กระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต
- กระตุ้นการแตกใบอ่อน
- สังกะสีจะทำงานประสานร่วมกับแมงกานีสในการช่วยให้พืชเจริญเติบโตเป็นปกติ
- สังกะสีส่งเสริมการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน(Gibberellin) ในพืชซึ่งกระตุ้นการแตกใบอ่อนและการทำให้เซลล์ของพืชยาวขึ้น
- สังกะสีเป็นส่วนประกอบของคลอโรฟีลล์(Ghlorophyll) หรือสีเขียวของพืช
- สังกะสีมีส่วนสำคัญในการสร้างแป้งในเมล็ดข้าว ช่วยให้เมล็ดข้าวแกร่ง
- สังกะสีช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
- สังกะสีช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้เป็นปกติในอากาศหนาวเย็น
สภาพแวดล้อมที่ทำให้พืชขาดธาตุสังกะสี
- พืชที่ได้รับปุ๋ยฟอสเฟตมมากจะทำให้ปริมาณของสังกะสีในพืชลดลง ดังนั้นเมื่อใส่ปุ๋ยฟอสเฟตมากจะต้องใส่สังกะสีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
- ในดินที่ขาดสังกะสีเช่น ดินทราย ดินที่มีความเป็นกรดสูง ดินที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตจำนวนมาก
ดินที่มีการชะล้างสูง ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ ดินที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปและดินที่ไถลึกเกิน
6 นิ้ว
- การปรับดินด้วยปูนขาวมากเกินไป
- การสูญเสียหน้าดินจากการปรับพื้นที่หน้าดิน การสร้างขั้นบันไดปลูกพืชหรือการพังทะลายของดิน
- การไถดินลึกเพื่อพลิกดินก็ทำให้เกิดการขาดสังกะสีได้ ระดับความลึกของหน้าดินประมาณ
6 นิ้วฟุตเป็นระดับที่สังกะสีจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพืช
- การปรับสภาพดินด้วยปูนในดินที่เป็นกรดจัดหรือดินเปรี้ยวจะนำไปสู่การขาดธาตุสังกะสีได้
เนื่องจากวิธีการนี้จะทำให้สังกะสีอยู่ในรูปของสังกะสีไฮดรอกไซด์ซึ่งละลายน้ำได้ยากมาก
- ธาตุเหล็กและแมงกานีสธาตุใดธาตุหนึ่งมีมากไปหรือน้อยไปก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธาตุสังกะสีขาดในพืชได้
- การให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปทำให้พืชขาดสังกะสีได้
- เกิดจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชทำให้ฤดูกาลต่อมาพืชขาดสังกะสี
- อากาศเย็นทำให้พืชดูดใช้สังกะสีได้น้อย
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุสังกะสี
- แสดงอาการเหลืองระหว่างใบ
- ใบอ่อนจะมีเส้นกลางใบแตกเป็นเส้นย่อย ๆ
- เกิดจุดน้ำตาลที่ใบแก่ต่อมาจุดสีน้ำตาลจะขยายติดกันทำให้เป็นสีน้ำตาลทั้งใบ
- การเจริญเติบโตช้า
- ทำให้ผลผลิตสุกแก่ช้ากว่าปกติ
- ในพืชต้นเล็กถ้าขาดรุนแรงจะทำให้พืชตายได้
- ผลผลิตตกต่ำ
