หน้าที่และความสำคัญของธาตุอาหารรองพืช
ธาตุอาหารรองพืช(Secondary Plant Nutrients) ประกอบไปด้วย
ธาตุแคลเซียม(Calcium), ธาตุแมกนีเซียม(Magnesium),
ธาตุกำมะถัน(Sulphur)








ธาตุแคลเซียม
- แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างของเซลล์และช่วยให้เซลล์ของพืชทำงานได้เป็นปกติ
- พืชจะดูดแคลเซียมในรูปของอิออนทางระบบรากส่งผ่านทางท่อส่งน้ำในปริมาณมากและดูดทางท่ออาหารในปริมาณน้อยแล้วส่งขึ้นทุกส่วนของใบพืช
- แคลเซียมเข้าทางรากพืชได้มากกว่าทางใบพืชและแคลเซียมไม่เคลื่อนย้าย การให้แคลเซียมทางใบพืชจึงได้ประโยชน์น้อยกว่าการให้ทางรากพืชเพราะการให้ทางรากแคลเซียมจะถูกส่งไปทุกส่วนของพืชอย่างทั่วถึง
- ปริมาณของแคลเซียมจะอยู่ที่ใบพืชมากกว่าอยู่ในผลในอัตราส่วน 4.5 : 0.15
- แคลเซียมจะช่วยให้ท่อน้ำท่ออาหารพืชแข็งแรง ถ้าท่อน้ำท่ออาหารขาดแคลเซียมจะทำให้เซลล์ของท่อน้ำท่ออาหารแตกแยกจากกัน
การส่งน้ำและอาหารไปสู่ใบพืชจะขาดประสิทธิภาพ
- แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในการทำให้การสร้างฮอร์โมนต่าง ๆ ของพืชเป็นไปตามปกติ
เช่น ฮอร์โมนไซโตไคนินเพื่อให้เกิดตาดอก ถ้าพืชขาดแคลเซ๊ยมการสร้างฮอร์โมนของพืชก็จะลดลงกระทบต่อการออกดอกและการเจริญเติบโตของพืช
- ในผลไม้ถ้าแคลเซียมไม่เพียงพอเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะเก็บไว้ได้ไม่นาน จะเน่าเสียหายเร็ว
- แคลเซียมจะสร้างระบบรากให้แข็งแรงดูดน้ำดูดอาหารได้ดีขึ้น ถ้าขาดแคลเซียมระบบรากจะอ่อนแอเซลล์ของรากจะแตกง่าย
โรคทางดินก็จะเข้าสู่รากได้ง่าย
- แคลเซียมช่วยให้ระบบรากมีความต้านทานต่อดินเค็ม
- แคลเซียมจะช่วยให้การสะสมไนเตรทของพืชได้ดีขึ้นซึ่งช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
โดยเฉพาะในช่วงที่พืชต้องการไนเตรทสูง
- ระบบรากของพืชจะไม่เจริญเติบโตรากจะสั้นถ้าขาดแคลเซียม โดยเฉพาะรากใหม่จะต้องการแคลเซียมสูง
- การขาดแคลเซียมในพืชจะทำให้การเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลในพืชลดลง เช่น การเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาลจากใบไปสู่ผล
- แคลเซียมจะมมีความสัมพันธ์กับโบรอนเสมอ
- การพัฒนาของผลไม้ต้องการแคลเซียมในปริมาณน้อยแต่ต้องการอย่างสม่ำเสมอ
- การใช้ปุ๋ยเอ็น-พี-เค มากเท่าไหร่การขาดแคลเซียมก็จะมากขึ้นเพราะจะไม่เกิดความสมดุลของธาตุอาหารพืช
- การเสริมสร้างเซลล์และการแบ่งเซลล์ต้องการแคลเซียมอย่างต่อเนื่อง
- ในช่วงติดผลจะต้องการแคลเซียมมาก
- ช่วยลดการเนื้อแข็งกระด้างของผลไม้
- ช่วยให้การแตกของผลไม้ลดลง
- ช่วยให้การร่วงของผลไม้ลดลง
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดธาตุแคลเซียม
- ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ระหว่าง 4.0-7.0 และ 8.5 ขึ้นไป
- เมื่อให้ธาตุไนโตรเจนมาก
- เมื่อพืชแตกใบอ่อน แม้ว่าใบแก่จะมีธาตุแคลเซียมทั้งนี้เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายในพืชดังนั้นเมื่อพืชแตกใบอ่อนต้องให้ธาตุแคลเซียมอยู่เสมอ
- ธาตุแคลเซียมจะมีความสมดุลกับธาตุโบรอนและธาตุแมกนีเซียมในพืช ถ้าไม่มีความสมดุลระหว่างธาตุทั้ง
3 ชนิดพืชจะแสดงอาการผิดปกติ
- ธาตุแคลเซียมจะสูญเสียไปในดินกลายเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งพืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้
- ในดินที่เป็นกรดจะตรึงธาตุแคลเซียมไว้ทำให้พืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้
การแสดงอาการของพืชที่ขาดธาตุแคลเซียม
- ใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่จะหดสั้นและเหี่ยว แม้ว่าใบเก่าจะมีธาตุแคลเซียมอยู่เนื่องจากธาตุแคลเซียมไม่เคลื่อนย้ายจากใบเก่าสู่ใบใหม่
ใบอ่อนที่ขาดธาตุแคลเซียมจะมีสีเขียวแต่ปลายใบจะเหลืองและเปลี่ยนเป้นสีน้ำตาลและตายในที่สุด
- ถ้าขาดธาตุแคลเซียมที่บริเวณขั้วหรือข้อต่อของผลจะทำให้เกิดแก๊สเอธีลีน(Ethylene)
เป็นเหตุให้ผลร่วง
- พืชหลายชนิดที่ขาดธาตุแคลเซียม เช่น มะเขือเทศ พริก แตงกวาจะเกิดการเน่าที่ส่วนล่างผล
ในผักขึ้นฉ่ายจะแสดงอาการไส้ดำ ในแครอทจะแสดงอาการฟ่ามที่หัว ในแอปเปิ้ลจะมีรสขม
ในมันฝรั่งจะแสดงอาการเป็นสีน้ำตาลบริเวณกลางหัว ในพืชลงหัวต่าง ๆ เช่น ผักกาดหัว
หอม กระเทียม จะแสดงอาการไม่ลงหัวหรือลงหัวไม่สมบูรณ์
- ในพืชไร่ ต้นจะแตกเป็นพุ่มแคระเหมือนพัด
- แสดงอาการที่รากคือ รากจะสั้น โตหนามีสีน้ำตาลดูดอาหารไม่ปกติ
- ในระยะพืชออกดอกติดผลถ้าพืชขาดแคลเซียมตาดอกและกลีบดอกจะไม่พัฒนา ดอกและผลจะร่วง

ธาตุแมกนีเซียม
- แมกนีเซียมเป็นธาตุอาหารที่มีความสำคัญทั้งต่อพืช คนและสัตว์ คนต้องการแมกนีเซียมประมาณ
0.3-0.4 มิลิกรัมต่อวัน วัว ควาย ต้องการสูงถึง 6 มิลิกรัมต่อวัน ถ้าคนขาดแมกนีเซียมจะทำให้ความจำเสื่อม
กล้ามเนื้อเป็นตะคริวและเป็นเหตุของโรคหัวใจ วัวนมที่ขาดแมกนีเซียมจะเป็นโรคกระแตเวียน(Grass
testany)
- พืชดูดแมกนีเซียมในรูปของอิออนประจุบวกโดยดูดผ่านทางระบบรากผ่านทางท่อน้ำในปริมาณมากกว่าท่ออาหาร
- เป็นตัวจักรสำคัญในการเสริมสร้างคลอโรฟีลล์(Chlorophyll) หรือความเขียวของพืชทำให้พืชมีความเขียวสดใส
ความเขียวในพืชเป็นส่วนสำคัญในการปรุงอาหารของพืช พืชที่ขาดแมกนีเซียมจะไม่เจริญเติบโต
การออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเพราะขาดตัวปรุงอาหารให้เป็นโปรตีน เป็นแป้ง เป็นน้ำตาล
- ช่วยให้ปุ๋ยฟอสเฟตทำงานได้ดีขึ้น
- เคลื่อนย้ายในพืชได้ดี
- มีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์แสง
- มีส่วนสำคัญต่อพืชอาหารสัตว์
- มีส่วนสำคัญเกี่ยวกับการสุก การแก่ของผลผลิต
- ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้เป็นปกติในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
- ช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อโรคพืชต่าง ๆ
- ช่วยให้พืชเพิ่มการใช้ธาตุเหล็กมากยิ่งขึ้น
- พืชต้องการแมกนีเซียมมากในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
- พืชต้องการแมกนีเซียมมากในระยะที่พืชแตกใบอ่อน
- แมกนีเซียมและแคลเซียมจะต้องสมดุลกันอยู่เสมอ ถ้าให้ธาตุแคลเซียมมากจะทำให้ขาดแมกนีเซียม
- การให้ปุ๋ยโพแทสเซียมมากก็ต้องให้แมกนีเซียมมมากด้วยควบคู่กันไป
- ในพืชอาหารสัตว์ เช่น หญ้าเลี้ยงสัตว์เมื่อได้รับปุ๋ยไนโตรเจนมาก เมื่อสัตว์กินเข้าไปจะเกิดอาการเป็นพิษจากไนเตรท
ดังนั้นถ้าให้ปุ๋ยไนโตรเจนต้องให้แมกนีเซียมควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้เกิดความสมดุลกัน
ป้องกันการเกิดปัญหาขาดธาตุแมกนีเซียมที่เป็นบ่อเกิดโรคไนเตรทเป็นพิษ
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดแมกนีเซียม
- ในดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 4.0-6.0 และ 8.0 ขึ้นไป
- การให้ธาตุแมกนีเซียมแก่พืชอย่างพอเพียงมิได้ขั้นอยู่กับการให้ความสมบูรณ์แก่พืชในระดับความต้องการของพืชต่อธาตุแมกนีเซียมเท่านั้น
แต่ต้องคำนึงถึงอัตราส่วนของแมกนีเซียมและแคลเซียมอีกด้วย เพราะพืชจะมีความอ่อนไหวในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
การให้ธาตุแคลเซียมมากเกินไปเมื่อไม่สัมพันธ์กันกับแมกนีเซียมก็จะทำให้พืชขาดแมกนีเซียมได้และผลก็เกิดได้เช่นกันในทางตรงกันข้าม
- การให้โพแทสเซียมมากเกินไปก็เป็นปัญหาที่สำคัญของการขาดธาตุแมกนีเซียม เนื่องจากการดูดซับของแมกนีเซียมถูกรบกวนที่บริเวณรอบ
ๆ ของรากฝอยของพืช
- สารละลายแมกนีเซียมมที่อยู่ในดินรากพืชจะดูดซับโดยการซึมผ่านเข้าไป จะมีการแก่แย่งหรือการแข่งขันกันเข้าไปในต้นพืชที่รากอันเกิดจากไนโตรเจน
แคลเซียมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งโพแทสเซียมทำให้พืชดูดใช้แมกนีเซียมได้น้อยหรือไม่ได้เลย
ฉะนั้นเมื่อพืชดูดใช้ไนโตรเจนอย่างรวดเร็วจะเกิดความไม่สมดุลระหว่างไนโตรเจน
แคลเซียม แมกนีเซียมและธาตุอาหารอื่น ๆ ได้ปัญหานี้ที่เราเรียกว่าการเกิดพิษจากไนเตรทตัวอย่างเช่น
การเกิดในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์
- อากาศเย็นทำให้พืชกับแมกนีเซียมมีปัญหา
- โซเดียม(เกลือ) สูงในดินจะยับยั้งการให้แมกนีเซียม
- พืชที่ปลูกเป็นแถวต้องการใช้แมกนีเซียมมากที่สุดในช่วงแรกของการเจริญเติบโต
- พืชไม้ผลต้องการแมกนีเซียมในปริมาณสูงกว่าพืชที่กล่าวมาแล้วและต้องการมากช่วงรัดใบอ่อน
การแสดงอาการของพืชที่ขาดแมกนีเซียม

ธาตุกำมะถัน
- ธาตุกำมะถันเป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญในเชิงอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในการผลิตปุ๋ยเคมีจะต้องมีกำมะถันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
นอกจากนี้ธาตุกำมะถันยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิดและมีพืชหลายชนิดที่ต้องการกำมะถันมากเป็นพิเศษ
เช่น กาแฟ อ้อย ปาล์มน้ำมัน พืชตระกูลถั่วที่เป็นอาหารสัตว์และพืชผักต่าง ๆ
- ธาตุกำมะถันเป็นส่วนประกอบของกรดอะมิโน(Amino acids) พืชต้องการธาตุกำมะถันเพื่อสังเคราะห์กรดอะมิโนที่สำคัญ
3 ชนิด คือ ซีสติน(Cystine), ซีสเตอีน(Cysteine), และเมททิโอนีน(Methionine)
- กำมะถันช่วยในการควบคุมชนิดและโครงสร้างของเม็ดสีคลอโรพลาสต์ ซึ่งภายในประกอบด้วยคลอโรฟีลล์เป็นแหล่งที่พบกำมะถันสะสมอยู่มาก
ดังนั้นเมื่อพืชขาดกำมะถันปริมาณคลอโรฟีลล์จึงลดลงทำให้มีสีเหลืองซีด
- ส่งเสริมความแข็งแรงในการเจริญเติบโตของพืช ช่วยให้พืชทนทานต่ออุณหภูมิที่เย็นและต้านทานต่อโรคหลายชนิด
- มีส่วนสำคัญในการเกิดน้ำมันพืชและสารระเหยในหัวหอมและกระเทียม
- สนับสนุนการเกิดปมที่รากของพืชตระกูลถั่วและกระตุ้นการสร้างเมล็ด
สภาพแวดล้อมที่พืชขาดกำมะถัน
- ในดินที่มีค่าของความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-6.0
- ในดินที่มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1% อินทรีย์วัตถุเป็นแหล่งสำรองของธาตุกำมะถันได้แก่
พวกซากพืชซากสัตว์ ผลจากการหักล้างถางพงป่ามาเป็นที่เพาะปลูกการเกษตรจะทำให้ดินสูญเสียอินทรีย์วัตถุเร็วขึ้น
- การใช้ปุ๋ยสูตรที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารสูงจะทำให้เกิดการขาดธาตุกำมะถัน
เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียฟอสเฟต(MAP) ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต(DAP) หรือทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต(TSP)
การแสดงอาการของพืชที่ขาดกำมะถัน
- พืชจะแคระแกร็นหยุดการเจริญเติบโต
- ใบอ่อนจะมีสีเขียวจางลงรวมทั้งเส้นใบจะมีสีจางลงด้วย แต่ในใบแก่จะยังมีสีเขียวเข้ม
- ถ้าพืชขาดธาตุกำมะถันมากพืชจะพัฒนาการเจริญเติบโตได้ช้า
- ลำต้นพืชจะสั้นและแคบเข้า ใบยอดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
- ในพืชตระกูลถั่วการตรึงธาตุไนโตรเจนที่ปมรากจะลดลงทั้งขนาดและจำนวนปม
