พืชจะสมบูรณ์ได้อย่างไร

ทุกวันนี้วิชาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับปุ๋ยได้ถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับธาตุอาหารเสริมกันอย่างกว้างขวาง เราสามารถใช้ธาตุอาหารเสริมพืชโดยตรงทางใบหรือจะให้ทางดินก็ได้ โดยผสมพวกธาตุอาหารเสริมกับธาตุอาหารหลัก(ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส,โพแทสเซียม) และธาตุอาหารรอง(กำมะถัน, แมกนีเซียม, แคลเซียม)การใช้ธาตุอาหารเสริมจะต้องทำให้ท่านได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้น และเป็นการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น ดินที่เราปลูกพืชก็เปรียบเสมือนคนเราซึ่งทำงานมานานก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา ยิ่งเราใช้ปุ๋ยทางดินให้กับพืชมาตลอดก็จะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ สับสนมากขึ้น ตามธรรมชาติเองก็มีปัญหาเกิดขึ้นอยู่แล้ว เช่น ดินปนทรายก็มีปัญหาการชะล้างของดินและการสูญเสียอินทรีย์วัตถุไป ตลอดเวลาการใช้เครื่องจักรในการทำงานแทนพวกวัว ควาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปลดปุ๋ยคอกที่เป็นประโยชน์กับพืช ดินที่เราเตรียมการเพาะปลูกโดยการไถ คราด พลิกดิน การให้น้ำ การถูกชะล้าง ดินระบายน้ำไม่ดี ปรับปรุงดินด้วยปูนมากเกินไปหรือต่ำเกินไป หรือปลูกพืชเป็นแถว ๆ ซ้ำในที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้พืชขาดพวกธาตุอาหารเสริม พืชขาดธาตุอาหารแต่ไม่แสดงลักษณะใด ๆ ในช่วงนี้พืชอาจต้องการธาตุอาหารเพิ่มขึ้นบางชนิดหรือหลายชนิดด้วยกันแต่ไม่ได้แสดงอาการขาดให้เห็น เราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของต้นพืชที่จะต้องการอาหารเพิ่มได้ดังนี้

1. ความไม่สมบูรณ์ของต้นพืชเมื่อยังอ่อนอยู่หรืออยู่ในระยะกล้า

2. เกิดอาการแคระแกร็นอย่างมาก

3. แสดงอาการขาดอาหารที่ใบบางใบอาจทำในฤดูกาล

4. เกิดการผิดปกติภายในต้นพืช เช่น อาการอุดตันในท่อส่งอาหาร

5. การเก็บเกี่ยวช้า

6. ผลผลิตต่ำอาจจะแสดงหรือไม่แสดงอาการผิดปกติที่ใบก็ได้

7. คุณภาพของผลผลิตต่ำ รวมทั้งคุณสมบัติบางอย่างที่เราไม่เห็น เช่น คุณภาพของโปรตีน น้ำมัน แป้ง

8. ผลผลิตที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยโดยที่ต้องอาศัยงานทดลองเปรียบเทียบอย่างละเอียด

การวิเคราะห์ดินที่ปลูกพืชหรือวิเคราะห์ส่วนของพืชไม่ได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงนักที่แจกแจงให้เราทราบว่าพืชต้องการอะไรเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นแนวทางให้เราทราบบ้างเท่านั้น ผลวิเคราะห์ดินจะบอกเราว่าดินในบริเวณนั้นเป็นอย่างไรและควรจะใส่ปุ๋ยอะไรเพิ่มขึ้น ผลของการวิเคราะห์พืชก็จะบอกเราว่ามีอะไรบ้างที่พืชดูดกินเข้าไปในต้นพืช สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแนวทางให้กับเราในการวางแผนสำหรับปีต่อไปว่าจะให้ปุ๋ยกับพืชอย่างไร

ความต้องการอาหารของพืชแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชและยังผันแปรไปตามระยะการเจริญเติบโต เราก็ทราบเป็นอย่างดีว่าพืชต้องการใช้อาหารมากที่สุดในช่วงการติดเมล็ดหรือให้ผล ซึ่งพืชจะต้องได้รับอาหารอย่างเพียงพอในรูปที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ยิ่งถ้าเราต้องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น พืชมักจะดูดใช้อาหารในดินไม่เพียงพอกับปริมาณที่พชกำลังสร้างเมล็ดหรือผลอย่างรวดเร็วอยู่นั้นได้ เราจึงต้องช่วยให้อาหารทางใบเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้พืชสร้างเมล็ดหรือผลได้ทันการ พืชเกือบทุกชนิดเราสามารถให้อาหารทางใบในช่วงวิกฤตนั้นได้ พืชเกือบทุกชนิดเมื่อเราให้อาหารทางใบในช่วงก่อนออกดอกหรือช่วงการสร้างเมล็ดหรือผลจะได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างใบพืชให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงที่จะปรุงอาหารที่มีความสมดุลของธาตุต่าง ๆ ต่อไปด้วย

ธาตุอาหารทั้ง 16 ธาตุซึ่งมีความจำเป็นที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในต้นพืชซึ่งมี คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน และไนโตรเจน บางส่วนได้จากดินและน้ำ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, สังกะสี, โบรอน, แมงกานีส, ทองแดง, เหล็ก, โมลิบดีนัมและคลอรีนได้จากดินและปุ๋ยใส่ให้กับพืช ถ้าพิจารณาธาตุอาหารทั้ง 12 ธาตุที่ได้จากดินหรือได้จากอาหารที่ให้ทางใบพืชในช่วงเวลาวิกฤติหรือเวลาที่พืชจำเป็นจะต้องใช้เพื่อความสมบูรณ์ในแต่ละระยะของการเจริญเติบโต พืชต้องการธาตุอาหารทุกอย่างเป็นประจำทุกวัน บางอย่างมากบางอย่างน้อยแต่ในช่วงการเจริญเติบโตแต่ละช่วงอาหารที่พืชต้องการมากเป็นพิเศษพอจะแบ่งได้ดังนี้

ระยะหลังปลูกตั้งแต่ 0-40 วัน
ระยะที่พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ระยะกำลังออกดอกและให้ผล

ฟอสฟอรัส

สังกะสี

เหล็ก

แมงกานีส

ทองแดง

แมกนีเซียม

ไนโตรเจน

โพแทสเซียม

กำมะถัน

โมลิบดีนัม

แคลเซียม

โบรอน

 

 

 

 

 

 

 

 

ระยะหลังปลูก 0-40 วัน

ธาตุอาหารที่ระบุในตารางข้างต้นที่พืชต้องการใช้ในช่วงวิกฤติของพืชก็คือพืชต้องการใช้อาหารจำนวนมากเป็นพิเศษ ซึ่งธาตุอาหารเหล่านั้นไม่เคลื่อนที่ในดิน เราใส่ธาตุพวกนี้ลงในดินตรงจุดไหนก็จะอยู่ตรงจุดนั้นถ้ารากพืชไม่เจริญเติบโตไปสัมผัสก็ไม่มีโอกาสที่จะดูดเข้าไปในต้นพืชได้ แต่ในสิ่งที่เกิดตรงกันข้ามในกลุ่มธาตุอาหารที่จำเป็นในช่งการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจะมีการเคลื่อนตัวได้บ้างในน้ำและน้ำในดินและพืชต้องการใช้ปริมาณมากในขณะที่กำลังเจริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็นในช่วง 0-40 วันพืชจะใช้ไม่มมากนัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในช่วงนี้ระบบรากพืชยังไม่เจริญดีจึงมีขอบเขตจำกัดในการดูดอาหารด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ในการให้อาหารพืชจึงได้ทำความรู้อย่างย่อ ๆ ของหน้าที่ของธาตุอาหารโดยเฉพาะธาตุอาหารเสริมและอาหารรองมาสรุปคือ

สังกะสี มีหลายประเทศที่รายงานไว้ว่ามีการขาดธาตุสังกะสีเป็นบริเวณกว้างขวางมาก ปรากฏการณ์นี้พบในดินหลายประเภทและในพืชหลายชนิดด้วยกัน การขาดธาตุนี้เป็นธาตุที่แก้ไขได้ง่ายที่สุดธาตุหนึ่งในดินทั่ว ๆ ไป ในธรรมชาติสังกะสีมีอยู่ในปริมาณต่ำมากและมีปริมาณที่เป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยอีกด้วย เช่น ดินที่มมีหินปูน(มี pH ประมาณ 6.0 หรือสูงกว่า) สภาพดินเป็นกรดและถูกชะล้างง่าย ดินทรายหยาบ ๆ ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำและดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูง ดินที่ใส่ปูนมากเกินไป การให้ปุ๋ยฟอสเฟตในดินมากเกินไปก็จะทำให้พืชขาดธาตุสังกะสี

ธาตุเหล็กและธาตุแมงกานีสทั้งสองธาตุนี้ถ้ามีมากหรือขาดในดินก็มีส่วนทำให้ขาดธาตุสังกะสีได้ ธาตุสังกะสีเป็นธาตุอาหารพืชที่สำคัญในการสร้างใบ การสร้างฮอร์โมนในต้นพืชและยังสร้างเมล็ดพืชอีกด้วย นอกจากนี้หน้าที่ที่สำคัญคือควบคุมการสุก การแก่ของพืชและผลตลอดจนความสูงและการสังเคราะห์โปรตีนในพืช

เหล็ก หน้าที่สำคัญที่สุดของเหล็กคือ การสร้างคลอโรฟีลล์(ส่วนสีเขียว) ในพืช สีเขียวของพืชจะทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและผลิตแป้งขึ้นมา ธาตุเหล็กจะไม่เคลื่อนย้ายจากใบแก่ไปสู่ใบอ่อนของพืช ดังนั้นพืชจำเป็นต้องได้รับอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ดินที่เป็นด่างและดินที่ใส่ปูนมากจะทำให้ขาดเหล็ก ในดินทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีเหล็กอยู่ในปริมาณมากแต่ไม่อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์กับพืช สภาพของดินเย็นจะทำให้การเจริญเติบโตของระบบรากพืชลดลงและยับยั้งการดูดเหล็กเข้าไปในต้นพืชอีกด้วย

โดยปกติทั่วไปการให้ธาตุเหล็กทางใบจะให้ผลดีกว่าใส่ทางดินในกรณีที่จำเป็นเนื่องจากมีปัญหาทางดินจะไปทำให้ธาตุเหล็กที่ใส่ลงไปถูกตรึงจนไม่เกิดประโยชน์กับพืช

แมกนีเซียมเป็นตัวรวมในขบวนการของระบบของเอนไซม์ ช่วยการเคลื่อนย้ายฟอสฟอรัสในพืช การให้แมกนีเซียมกับพืชในจำนวนที่พอเพียงยังไม่เกิดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ยังต้องคำนึงถึงอัตราส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมอีกด้วย การให้แคลเซียมมากเกินไปก็จะทำให้แมกนีเซียมขาดได ้เมื่อแมกนีเซียมละลายน้ำอยู่ในดินรากพืชก็จะดูดเข้าไปในต้นจะมีปัญหาการดูดแมกนีเซียมของพืชที่ให้ผลไม่เต็มที่ เนื่องจากมีอาหารบางชนิดที่พืชกำลังดูดเข้าไปในต้นมีการแข่งขันกัน เช่น ไนโตรเจน, แคลเซียมและโพแทสเซียม

ทั้งนี้การดูดไนโตรเจนของพืชก็เป็นรวดเร็วกว่าแมกนีเซียม(คิดตามอัตราส่วน) จึงทำให้พืชขาดแมกนีเซียมได้ ลักษณะเช่นนี้เกิดได้สำหรับธาตุอาหารอื่นที่ไม่เคลื่อนย้ายเช่นกัน ช่วงวิกฤติของพืชที่จะใช้แมกนีเซียมในช่วงของการเจริญเติบโตช่วง 40 วันแรก สำหรับพืชที่ให้เมล้ดพืชต้องการแมกนีเซียมในระยะเริ่มแรกของการเจริญ ขณะเดียวกันพืชพวกไม้ผลจะต้องการแมกนีเซียมมากในช่วงให้ใบอ่อนรุ่นแรกของฤดูกาล

แมงกานีส ในไม้ผลหรือพืชชั้นสูงแมงกานีสจะเป็นตัวที่แปรสภาพไนเตรทและไฮดร๊อกซิลเอมีนเป็นแอมโมเนีย แมงกานีสเป็นส่วนสำคัญของเอนไซม์ในพืชที่มมีส่วนเกี่ยวข้องในการหายใจและการสังเคราะห์โปรตีน โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกริยาของน้ำย่อยหลายชนิด การขาดแมงกานีสในพืชมักจะพบในพืชที่ปลูกในดินทราย ดินด่าง(pH 6.5หรือสูงกว่า) โดยเฉพาะดินที่ใส่ปูนมากเกินไป ดินที่มีอินทรีย์วัตถุต่ำ พืชที่ต้องการแมงกานีสมาก เช่น ถั่วเหลือง พืชที่ให้เมล็ดเล็ก ๆ ไม้ผล ผักต่าง ๆ

ทองแดง พืชต้องการทองแดงเป็นจำนวนน้อยมากเพื่อการเจริญเติบโต นอกจากนี้แล้วพืชต้องการจำนวนน้อยมากอีกธาตุหนึ่งคือ โมลิบดีนัม ทองแดงมีหน้าที่เป็นตัวเร่งเอนไซม์ในพืชและเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ของพืชหลายชนิดที่เกี่ยวข้องในการหายใจและการสังเคราะห์แสง ตัวทองแดงเองไม่ได้เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟีลล์แต่ก็เป็นส่วนระบบเอนไซม์ที่จะก่อให้เกิดคลอโรฟีลล์ขึ้น

ระยะที่พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

มีธาตุที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น ไนโตรเจน, โพแทสเซียม, กำมะถัน เราสามารถให้ธาตุเหล่านี้กับพืชได้หลายทาง เช่น ใส่ทางดินโดยหว่านก่อนปลูกพืช หรือโรยเป็นหย่อม ๆ ซึ่งวิธีการ่ต่าง ๆ ดังกล่าวจุดประสงค์ใหญ่คือ ให้มีอาหารพร้อมอยู่ที่ดินก่อนที่พืชจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเกิดขึ้น ซึ่งในระยะนี้พืชต้องการอาหารเหล่านี้เป็นจำนวนมาก

ไนโตรเจนและโพแทสเซียม เกษตรกรมักจะมีความรู้ในการใช้ปุ๋ยทั้งสองชนิดพอสมควรและประสบการณ์ในท้องที่ของตนต่อการใช้ปุ๋ยทั้งสองชนิดอยู่บ้างแล้ว เช่น โพแทสเซียมจะใช้วิธีหว่านจะให้ผลดีกว่าหว่านแล้วกลบ ข้อสำคัญคืออย่าใช้อัตราสูงใกล้ต้นพืชที่ยังเล็กอยู่หรือใกล้บริเวณส่วนที่พืชให้ผล เช่น บริเวณใกล้โคนต้นของถั่วลิสง การให้โพแทสเซียมมากกับพืชจะทำให้เกิดการขาดแมกนีเซียมได้

กำมะถัน พืชถ้าขาดกำมะถัน ไนโตรเจนก็จะถูกนำไปใช้ไม่ได้มีสัดส่วนระหว่ากำมะถันและไนโตรเจนในพืชคือ 1:12 ปกติแล้วกำมะถันที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้มาสองทางด้วยกันจากน้ำฝนและจากการผุพังของอินทรีย์วัตถุ อินทรีย์วัตถุในดินจะมีกำมะถันอยู่ถึง 90% ซึ่งพอจะกล่าวได้ว่าตราบใดที่ดินยังมีอินทรีย์วัตถุมมากพืชจะมีโอกาสขาดกำมะถันน้อยมาก แต่อย่างไรก็ดีดินที่มีลักษณะเป็นดินปนทรายมีอินทรีย์วัตถุต่ำเราอาจจะต้องให้กำมะถันกับพืชมากกว่าในพืชที่ปลูกในดินที่มีอินทรีย์วัตถุสูงกว่า

โมลิบดีนัม เป็นอาหารพืชที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการแปรสภาพไนโตรเจนเป็นโปรตีน พืชจะดูดไนโตรเจนในรูปของไนเตรทประมาณ 90% ไนเตรทไนโตรเจนจะเปลี่ยนเป็นโปรตีนต่อไป ถ้าไม่มีการเปลี่ยนไนเตรทไนโตรเจนเป็นโปรตีนก็หมายถึงว่า พืชไม่สามารถใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์ได้ เมื่อไนโตรเจนยังอยู่ในรูปของไนเตรทในขณะที่พืชมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจะมีผนังเซลล์ที่อ่อนแอ ทำให้ต้นพืชล้มหรือไม่เกิดดอกออกผลได้ ปัญหานี้มักจะพบในฝ้ายและการล้มของต้นข้าว

โมลิบดีนัมเป็นส่วนของน้ำย่อยในพืชที่จะเปลี่ยนไนเตรทเป็นโปรตีน น้ำย่อยนี้เป็นที่รู้กันคือ ไนเตรทรีดักเตส ซึ่งมีหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในการเจริญเติบโตของพืช โมลิบดีนัมเป็นเพียงธาตุอาหารอย่างเดียวเท่านั้น พืชที่ปลูกในดินเป็นกรดจัดมักจะขาดมากว่าในดินด่าง หรือกล่าวได้ว่าดินยิ่งเป็นกรดจัดพืชยิ่งต้องการโมลิบดีนัมมาก จากข้อมูลที่รวบรวมจากหลายประเทศซึ่งใช้ปูนจำนวนมมากใส่ดินที่เป็นกรดจัดเพื่อให้โมลิบดีนัมในดินเกิดประโยชน์กับพืชได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกันการใส่ปูนก็จะไปลดการเกิดประโยชน์ของธาตุอาหารอื่น ๆ ของพืช ในสภาพดังกล่าวเราสามารถให้โมลิบดีนัมโดยพ่นทางใบพืชก็ได้ จากผลของการทดสอบพบว่าการพ่นทางใบจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้ทางดินถึง 30 เท่า

ระยะกำลังออกดอกและให้ผล

แคลเซียมและโบรอน โดยปกติแล้วแคลเซียมในใบพืชจะทำหน้าที่ลดการหายใจในพืชจึงเกิดสิ่งสองสิ่งขึ้นมาคือ พืชหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในพืชและคายอ๊อกซิเจนออกมา ซึ่งขบวนการนี้เราเรียกว่า"การสังเคราะห์แสง" อันทำให้เกิดการสร้างน้ำตาลและแป้งขึ้นมา อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดพลังงานในพืชถึงจุดสูงสุดมันก็จะเริ่มสลายน้ำตาลและแป้งในใบและคายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์แล้วพืชจะดูดกินอาหารเข้าไปวนเวียนกันอยู่ตลอดไป ขบวนการนี้เราเรียกว่า "การหายใจของพืช" อันมีแคลเซ๊ยมเป็นตัวควบคุมการหายใจหรือการคายคาร์บอนไดอ๊อกไซด์

โบรอน มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายของน้ำตาลและแป้งที่มีแคลเซียมสร้างขึ้นที่ใบย้ายไปยังส่วนของผล การขาดแคลเซียมและโบรอนจึงจะแสดงให้เห็นที่ผลไม้ตอนสุกหรือบางกรณีจะแสดงลักษณะความไม่สมบูรณ์ของผล เช่น ความขมของผลไม้บางชนิด

ทั้งแคลเซียมและโบรอนมีความสำคัญมากในพืชโดยการทำงานประสานกัน โดยที่แคลเซียมสร้างน้ำตาลและแป้งขึ้นที่ใบและโบรอนเคลื่อนย้ายน้ำตาล แป้งจากใบไปยังส่วนของผล ดังนั้นผลไม้จะมีคุณภาพดีหรือไม่ก็คงอยู่ในขบวนการของธาตุทั้งสองนี้ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่งคุณภาพของผลไม้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้อธิบายได้ว่าถ้าพืชมมีแต่โบรอนอย่างเดียวเป็นจำนวนมากแต่มีแคลเซียมไม่พอเราจะพบว่าที่ใบของพืชจะไม่มีการสร้างแป้งและน้ำตาล นอกจากนี้ยังพบว่าพืชจะเกิดอันตรายจากโบรอนเป็นพิษอีกด้วย และในอีกทางหนึ่งถ้าพืชมีแต่แคลเซียมมากขาดโบรอนเราจะพบว่ามีการสร้างน้ำตาลและแป้งที่ใบแต่น้ำตาลและแป้งไม่มีโอกาสที่จะเคลื่อนตัวไปยังส่วนของผลของพืชได้ พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างธาตุทั้งสองชนิดนี้โดยจากการตรวจสอบจากพืชพบว่ามีแคลเซียมประมาณ 200 ส่วนต่อจำนวนโบรอน 1 ส่วน ธาตุทั้งสองชนิดนี้ไม่เคลื่อนย้ายในพืช ดังนั้นวิธีการที่จะให้กับพืชที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดคือ การให้พืชทางใบบ่อยครั้งและครั้งละน้อย ๆ จะดีกว่าให้ครั้งเดียวมาก ๆ

มีคำถามอยู่เสมอว่าพืชยังขาดธาตุแคลเซียมได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่พืชขึ้นอยู่บนดินที่มีธาตุแคลเซียมมาก คำตอบก็คือ พืชต้องการธาตุแคลเซียมอยู่ตลอดเวลาด้วยปริมาณที่สม่ำเสมอ โดยที่ดูดเข้าไปในลำต้นผ่านไปยังกิ่งก้านสาขาแล้วไปที่ส่วนของใบ ถ้าสภาพอากาศแป้งในเวลากลางคืนและยังมีความชื้นต่ำในตอนกลางวันร้อนทำให้พืชมีการคายน้ำมากเกินไป แคลเซียมที่พืชดูดเข้าไปทางรากจะส่งขึ้นไปยังส่วนของปลายสุดส่วนยอดที่เป็นส่วนที่กำลังระเหยน้ำส่วนนี้จะมีแคลเซียมสะสมอยู่มากส่วนล่าง ๆ ของใบก็จะขาดแคลเซียม แม้ว่าจะมีแคลเซียมในดินมากก็ตาม ในลักษณะนี้แคลเซ๊ยมที่ถูกดูดขึ้นไปจะไม่ได้กระจายไปทั่วทุกส่วนในพืชแต่ถ้ามีสภาพความชื้นสูงการระเหยน้ำก็จะลดลงในเวลากลางคืน แคลเซียมที่ผยู่ในส่วนยอดของพืชก็จะกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ แต่ตราบเท่าที่มีความชื้นต่ำและมีการระเหยน้ำในพืชเกิดขึ้นอยู่ตลอดไปการขาดแคลเซียมในพืชก็จะเกิดขึ้นในใบล่าง ๆ และส่วนของผล

ดังนั้นอาหารทุกชนิดมีความสำคัญกับพืช พืชที่ได้รับอาหารและมีการปรุงแต่งที่สมบูรณ์ก็จะให้ผลตอบสนองกับเกษตรกรเป็นอย่างดี การให้อาหารพืชถ้าเรารู้ว่าระยะไหนพืชต้องการอาหารตัวไหนมากขึ้นและเราได้เน้นการให้ถูกต้องกับความต้องการในแต่ละระยะของพืช เราก็จะได้ผลผลิตที่สุงและมีคุณภาพดีอีกด้วยซึ่งเป็นเป้าหมายของการเกษตรในปัจจุบัน

 

กลับหน้าแรก | การให้ธาตุอาหารเสริมแก่พืช | คำถามพบบ่อย | การให้บริการ | เซ็นต์สมุดเยี่ยม | เวบบอร์ดตอบปัญหาเกษตรกร | ตัวแทนจำหน่าย

ติดต่อ webmaster@teamkaset.com